กรดเกลือ 35% ( Hydrochloric Acid 35% )

ใช้สำหรับ การทำความสะอาด พื้นสระว่ายน้ำ พื้นคอนกรีต ปรับค่า pH ของน้ำในสระว่ายน้ำ
ปริมาณการใช้ กรดเกลือ 3 ลิตร ต่อน้ำ 100 คิว ค่า pH อยู่ระหว่าง 7.2 – 7.6
ข้อแตกต่างการใช้งานระหว่าง กรดเกลือ 35% กับ pH Minus กับ Sodium Bisulfate
หากคุณกำลังดูแลสระว่ายน้ำหรือใช้งานในอุตสาหกรรม การเลือกสารปรับลดค่า pH ให้เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญมากครับ แม้ว่าทั้ง 3 ตัวนี้จะใช้เพื่อ
“ลดค่า pH” เหมือนกัน แต่มีคุณสมบัติและการใช้งานที่ต่างกันดังนี้ครับ
ตารางเปรียบเทียบข้อแตกต่าง
| คุณสมบัติ | กรดเกลือ 35% (Hydrochloric Acid) | pH Minus / โซเดียมไบซัลเฟต (Sodium Bisulfate) |
| สถานะ | ของเหลวใส/เหลือง มีควัน | เกล็ดสีขาว (ผงแห้ง) |
| ความเข้มข้น | สูงมาก ออกฤทธิ์เร็ว | ปานกลาง ควบคุมง่ายกว่า |
| ความปลอดภัย | อันตรายสูง กัดกร่อนรุนแรง มีไอระเหย | ปลอดภัยกว่า ไม่มีไอระเหยแสบจมูก |
| การเก็บรักษา | ยาก ต้องมีภาชนะทนกรดและ ระบายอากาศดี | ง่าย เก็บในถุงหรือถังในที่แห้ง |
| ผลกระทบต่อสระ | เพิ่มค่า Chloride ในน้ำ | เพิ่มค่า Sulfate ในน้ำ |
1. กรดเกลือ 35% (Hydrochloric / Muriatic Acid)
เป็นกรดแก่ที่นิยมใช้ในสระว่ายน้ำขนาดใหญ่หรือการล้างพื้น
- ข้อดี: ราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบต่อปริมาณการใช้งาน ออกฤทธิ์เร็วมาก
- ข้อควรระวัง:
- ไอระเหย: มีกลิ่นฉุนและอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ
- การกัดกร่อน: หากหกใส่พื้นผิวที่ไม่ใช่กระเบื้อง (เช่น สแตนเลส หรือหินอ่อน) จะเสียหายทันที
- การใช้งาน: ต้องผสมน้ำก่อนเทลงสระเสมอ (หลักการคือ “เทกรดลงในน้ำ” ห้ามเทน้ำลงในกรด)
2. pH Minus (Sodium Bisulfate)
ส่วนใหญ่ “pH Minus” แบบผงที่ขายตามร้านอุปกรณ์สระว่ายน้ำ คือสาร Sodium Bisulfate ครับ
- ข้อดี:
- ใช้งานง่ายและปลอดภัยต่อผู้ใช้มากกว่าแบบน้ำ
- ไม่มีไอระเหยที่เป็นพิษขณะตวง
- จัดเก็บง่าย ไม่เปลืองพื้นที่และไม่เสี่ยงต่อการรั่วไหลรุนแรง
- ข้อควรระวัง:
- ถ้าน้ำในสระมีค่า Sulfate สะสมสูงเกินไป (จากการใช้ต่อเนื่องนานๆ) อาจทำลายยาแนวกระเบื้องหรืออุปกรณ์โลหะได้
- ราคาสูงกว่ากรดเกลือแบบน้ำ
สรุปเลือกใช้อะไรดี?
- เลือก กรดเกลือ 35% หาก: คุณต้องการประหยัดงบประมาณ ดูแลสระขนาดใหญ่มาก หรือต้องการล้างคราบปูน/คราบตะกรันฝังลึก (ต้องชำนาญในการใช้)
- เลือก pH Minus (Sodium Bisulfate) หาก: คุณดูแลสระว่ายน้ำตามบ้าน ต้องการความสะดวก และเน้นความปลอดภัยต่อคนในครอบครัวหรือสัตว์เลี้ยง รวมถึงการจัดเก็บที่ง่าย
ข้อแนะนำเพิ่มเติม: ไม่ว่าจะใช้ตัวไหน ควรวัดค่า pH ของน้ำก่อนเติมเสมอ โดยค่าที่เหมาะสมสำหรับสระว่ายน้ำควรอยู่ที่ 7.2 – 7.6 ครับ
การคำนวณปริมาณสารเคมีเพื่อลดค่า pH จะขึ้นอยู่กับ
“ค่า pH ปัจจุบัน” และ “ค่าความด่างรวม (Total Alkalinity)” ของน้ำด้วย แต่โดยมาตรฐานทั่วไปเพื่อให้ใช้งานได้ง่าย ผมสรุปตัวเลขโดยประมาณสำหรับการลดค่า pH
ลงประมาณ 0.2 – 0.4 หน่วย มาให้ดังนี้ครับ
สูตรคำนวณต่อน้ำ 100 ลูกบาศก์เมตร (100 m3)
หากต้องการลดค่า pH ลงประมาณ 0.2 – 0.4 ให้ใช้ปริมาณดังนี้:
| สารเคมี | ปริมาณที่ใช้ (ต่อน้ำ100 m3) | วิธีใช้ |
| กรดเกลือ 35% | 1 – 1.5 ลิตร | ผสมน้ำในถังพลาสติกก่อน แล้วเทรอบสระ |
| pH Minus (ผง) | 1 – 1.5 กิโลกรัม | ละลายน้ำก่อนเทหรือโรยบริเวณน้ำพ่นออก |
วิธีคำนวณตามขนาดสระของคุณ
คุณสามารถใช้สูตรนี้คำนวณตามปริมาตรน้ำจริงในสระได้เลยครับ:
1. กรณีใช้กรดเกลือ 35% (ชนิดน้ำ) : (m3)×1.2100
2. กรณีใช้ pH Minus / Sodium Bisulfate (ชนิดผง) : (m3) ×1.2100
(ค่า 1.2 คือค่ากลางที่ใช้ในการปรับลดแบบค่อยเป็นค่อยไป)
ตัวอย่างการคำนวณ
ถ้าสระของคุณมีขนาด 50 ลูกบาศก์เมตร และต้องการลดค่า pH :
ถ้าใช้กรดเกลือ : 50×1.2/100 = 𝟎.𝟔 ลิตร (หรือ 600 มิลลิลิตร)
ถ้าใช้ pH Minus : 50×1.2/100 = 𝟎.𝟔 กิโลกรัม (หรือ 6 ขีด)
ข้อควรระวังในการเติม (สำคัญมาก)
- ค่อยๆ เติม: อย่าเติมทีเดียวทั้งหมด ให้แบ่งเติมสัก 60-70% ของที่คำนวณได้ก่อน
- เปิดระบบหมุนเวียนน้ำ: ทิ้งไว้ประมาณ 4-6 ชั่วโมงเพื่อให้สารเคมีกระจายทั่วสระ
- วัดค่าซ้ำ: หลังจาก 6 ชั่วโมง ให้วัดค่า pH อีกครั้ง หากยังสูงอยู่ค่อยเติมส่วนที่เหลือ
- ห้ามเติมขณะมีคนว่ายน้ำ: ควรเติมช่วงเย็นหลังจากปิดสระแล้ว
